ถ้าสังเกตแนวโน้มของ Social Network ในระยะหลังจะพบว่านับวันผู้ใช้งานอย่างเราๆ ยิ่งออกแรงน้อยลงทุกทีในการจะแบ่งปันอะไรสักอย่าง เมื่อเทียบกับสมัยก่อนที่ยังมีแต่บล็อกซึ่งต้องใช้พลังงานค่อนข้างเยอะในการเขียนเมื่อเทียบกับสถานะสั้นๆ ใน Facebook หรือหรือการกดปุ่มเดียวเพื่อ check-in ใน foursquare เพราะเมื่อกำแพงในการแชร์เนื้อหาลดต่ำลงเท่าไหรก็จะยิ่งมีเนื้อหาถูกแชร์มากขึ้นเท่านั้น ถือว่าได้ประโยชน์กันทั้งคนใช้และเจ้าของบริการ
นอกจากการแชร์เนื้อหาจากภายนอกเข้าสู่ Social Network จะสามารถทำได้ง่ายแล้ว การแชร์เนื้อหาที่มีอยู่แล้วภายในเครือข่ายสังคมก็ง่ายขึ้นเช่นกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนจะหาอะไรที่น่าสนใจจากภาพนอกมาแบ่งปันให้คนอื่นได้ตลอดเวลา เช่น รีทวีตใน Twitter หรือปุ่มแชร์ใน Facebook
ส่วนเนื้อหาที่แชร์นั้นก็พัฒนาขึ้นมาตามความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างและส่งต่อตามลำดับ จากแค่ข้อความที่ถูกจำกัดด้วยความเร็วอินเตอร์เน็ตมาเป็นรูปและวีดิโอที่ถ่ายจากกล้องซึ่งใครก็เป็นเจ้าของได้
เส้นทางของ Social Network ในยุคถัดไปจะเริ่มต้นจากจุดที่สามสิ่งข้างต้นนี้มาบรรจบกัน และจะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามที Pinterest ได้มาครอบครองหลักกิโลแรกของเส้นทางสู่อนาคตนี้ไว้ได้สักพักแล้ว
เรามีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่สามารถดาวน์โหลดแผ่นดีวีดีได้ในเวลาไม่นาน
เรามีอินเตอร์เน็ตทีวีที่ทำให้เราดูหนังเรื่องอะไรก็ได้ทันทีที่อยากดู
เรามีโทรศัพท์มือถือที่ใส่เพลงโปรดของเราได้จำนวนนับไม่ถ้วน
เรามีเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยพาหนังสือทั้งตู้มาให้อ่านบนรถไฟฟ้า
และเรามี iPad ที่ทำได้ทุกอยากที่ว่ามาในขนาดแค่กระดาษ A4
แต่เพราะบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหลายคิดไม่ออกว่าจะแข่งขันในยุคอินเตอร์เน็ตยังไงดี เราเลยต้องกลับไปดูหนังในโรงภาพยนต์ และหาเพลงที่ชอบจากกองซีดีตามร้านเทปเหมือนเดิม?
เย็นวันหนึ่งหลังจากเลิกงานและกลับมาถึงบ้านผมนั่งลงหน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์ในห้องนอนเพื่อเปิดดู Facebook เช็คข่าวคราวของเพื่อนๆ แล้วเหลือบไปเห็นนาฬิกาปลุก Casio ที่ตั้งอยู่บนหัวเตียงชี้ที่เลขสิบสอง ไม่นะผมไม่น่าทำงานลืมวันลืมคืนขนาดนี้ ถ่านคงหมดนั่นเอง ผมจึงหยิบถ่าน Sanyo eneloop ที่เอาไว้ใช้กับกล้องถ่ายรูป Nikon ของผมมาใช้แก้ขัดไปก่อนจะไปซื้อถ่าน National ที่ 7-11 ก่อนเข้าบ้านในวันพรุ่งนี้
อ่านลิงค์ที่เพื่อนแชร์ไปได้สักพักก็รู้สึกเมื่อยคอผมจึงหยิบหนังสือประวัติ Steve Jobs ที่อ่านค้างไว้มาใช้รองโน๊ตบุ๊คให้สูงขึ้นเพื่อเป็นการปรับระดับสายตาโดยหวังว่าจะไม่มีใครโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่เห็นผมเอา ThinkPad มาวางทับไว้บนหนังสือของเจ้าของ Apple ผู้ล่วงลับ
ในขณะที่ผมหยิบเอาของรอบตัวมาใช้ด้วยกันอย่างเป็นเรื่องปกตินั้นผมกลับต้องออกแรงโพสต์คอมเมนต์ให้กับลิงค์ที่เพื่อนเอามาแชร์ซ้ำสองครั้งที่ Facebook และเว็บต้นฉบับ พร้อมกับไล่เปลี่ยนรูป avatar ตามเว็บต่างๆ ที่ผมใช้อยู่ให้เป็นรูปของทริปที่ไปเที่ยวปีใหม่ที่ผ่านมา ซึ่งรูปส่วนใหญ่กำลังถูกอัพโหลดขึ้นไปที่ Facebook, Flickr และ Google+ พร้อมๆ กัน
เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าสิ่งต่างๆ ในโลกไอทีนั้นเชื่อมต่อกันยากเหลือเกิน เพราะด้วยความที่วงการนี้ยังมีการพัฒนาที่ไม่หยุดเสียทีและต่างฝ่ายต่างก็มีมาตรฐานของตัวเองกันทั้งนั้น ทำให้เรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายอย่างการย้ายรูปจาก Google+ ไปยัง Facebook คงไม่ง่ายเหมือนถอดรูปออกจากกรอบรูปเพื่อเปลี่ยนกรอบใหม่เป็นแน่ Continue reading »
ถึงแม้วงการไอทีนั้นจะมีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานอยู่แต่ข้อกำหนดเหล่านี้ก็ไม่สามารถตามการพัฒนาที่รวดเร็วได้ทัน จึงทำให้ผู้บริโภคนั้นมีโอกาสที่จะถูกผูกขาดอยู่กับบริการใดบริการหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ในยุคที่ Social Network เพิ่งจะมีได้ไม่นานเราอาจจะเล่น Hi5 เพราะยังไม่มีตัวเลือกมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราอยากจะเปลี่ยนไปใช้ Facebook แทน และอยากเอาข้อมูลทั้งหมดใน Hi5 ไปอยู่ใน Facebook ด้วยก็เป็นไปไม่ได้ จึงทำให้การตัดสินใจย้ายบริการที่ใช้นั้นอาจจะไม่ง่ายเท่าไหรนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นการฟ้องร้องกันในกรณีผูกขาดอยู่เป็นประจำ ด้วยเพราะเป็นหน้าที่ของทางหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว และจากผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาดที่มักจะกล่าวหาบริษัทเจ้าตลาดเดิมว่ามีความพยายามที่จะ “ปิดกั้น” และโฆษณาว่าตัวเองนั้น “เปิดกว้าง” มากกว่า
ยักษ์ใหญ่ในการค้นหาอย่าง Google ก็เริ่มต้นด้วยการเป็นมวยรองบ่อนมาก่อน โดยใช้คติประจำบริษัท “Don’t be evil” เป็นการส่งสัญญาณถึงความไม่มีพิษมีภัยอะไร ถึงแม้ภายหลังจะสามารถครองตลาดการค้นหาได้แทบเบ็ดเสร็จก็ยังไม่มีปัญหาเพราะไม่มีบริการของเจ้าอื่นมาสู้ได้ และ Google เองก็ยังไม่มีทีท่าจะว่าจะ “Evil” ขึ้นมาแต่อย่างใด
จนกระทั่ง Google พลาดในเกม Social Network
Continue reading »
ช่วงต้นปีแบบนี้ก็จะมีการคาดเดาความเป็นไปในปีนี้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งที่ช่วงเวลาครึ่งปีก็ดูจะมีอะไรเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินแล้วในวงการไอทีสมัยนี้จนทำเอางาน CES ของปีนี้กร่อยไปเลยเหมือนกัน
แต่เนื่องจากอะไรพวกนั้นคงหาอ่านจากที่อื่นกันได้อยู่แล้ว ผมเลยลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าเป็น “ไอทีไทย” ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เนื่องจากบ้านเราจะเน้นทำงานตามสั่งเสียมากกว่า เลยเอาเป็นว่าในปี 2555 นี้ลูกค้าน่าจะอยากได้อะไรบ้างจากวงการไอทีน่าจะเหมาะสมกว่า
Continue reading »
ในหน้า Platform Versions ของเอกสารสำหรับนักพัฒนา Android จะมีรายงานส่วนแบ่งของระบบปฎิบัติการเวอร์ชั่นต่างๆ ออกมาเป็นระยะ โดยข้อมูลชุดล่าสุดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2555 มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
- Gingerbread (2.3) ใช้เวลาเกือบ 1 ปีกว่ากว่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกใช้มากที่สุด
- หลังจากเปิดตัวได้ 2 เดือน Ice Cream Sandwich (4.0) มีส่วนแบ่งแค่ 0.6%
เป็นธรรมเนียมของ Apple ที่จะลดราคาสินค้าของตนเองแค่เพียงปีละ 1 วันเท่านั้น คือ Black Friday ในฝั่งตะวันตก และ Red Friday ในโซนเอเซียทั้งหมดที่ปีนี้ตรงกับวันที่ 6 มกราคม โดยจะต้องซื้อผ่าน Online Store เท่านั้นจึงจะได้รับส่วนลดนี้
สำหรับปีนี้มีรายการที่น่าสนใจดังนี้
- MacBook Air, MacBook Pro และ iMac ลดทุกรุ่น รุ่นละ 3,100 บาท
- iPad 2 ลด 1,320 – 1,920 บาท ตามความจุ
- iPod touch ลด 660 – 1,320 บาท ตามความจุ
นอกจากนี้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น Magic Trackpad, Apple Magic Mouse และ Smart Cover ก็มีส่วนลดบ้างนิดหน่อย โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ store.apple.com/th
แน่นอนว่า iPhone ไม่มีการลดราคาแต่อย่างใด
หลังจากจัดกระเป๋าเตรียมไปเที่ยวทริปปีใหม่เรียบร้อยแล้ว เจ้าของ iPhone หลายคนคงขนความบันเทิงอย่างเกมหรือหนังใส่เครื่องไปฆ่าเวลาระหว่างเดินทางกันเต็มที่ บางคนก็ตัดสินใจทิ้งกล้อง DSLR พร้อมเลนส์คู่กายไว้ที่บ้านเพราะอยากเดินเที่ยวตัวปลิวไม่ต้องกังวลกับสายสะพายพะรุงพะรัง เพราะภาพที่ได้จากกล้องของ iPhone นั้นก็ดีมากแล้วสำหรับการโพสต์บน Facebook ส่วนคนที่มีหน้าที่เป็นพลขับก็อาจจะลืมไปแล้วว่าแผนที่ประเทศไทยฉบับปรับปรุงปีที่เท่าไหรก็ไม่รู้นั้นวางอยู่ตรงไหนเพราะปกติก็กดดู Google Map เอาจากโทรศัพท์
แต่เดี๋ยวก่อน นอกจากจะเอาไว้ก้มหน้าก้มตาเล่นระหว่างเดินทางไปทำงานแล้ว iPhone ก็ยังสร้างประโยชน์ระหว่างทางไปเที่ยวได้มากกว่าที่เขียนไว้ข้างต้นมากมาย ด้วยการลงแอพแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นเจ้าโทรศัพท์ฟ้าประทานเครื่องนี้ก็อาจจะทำให้คุณเฝ้ารอว่าเมื่อไหรจะได้ใช้มันแทนกระเป๋าเดินทางไปเลยเสียที Continue reading »
หลังจากเปิดตัวที่งาน f8 และปล่อยให้นักพัฒนาได้ทดลองใช้ล่วงหน้ากันไปก่อนแล้ว Timeline หรือหน้าโปรไฟล์ใหม่ของ Facebook ก็เปิดให้ทุกคนสามารถใช้งานได้แล้ววันนี้
Timeline ถือเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์ของ Facebook เพราะข้อมูลของเราไม่ได้มีแค่สถานะที่บ่นเรื่องรถติดในตอนเช้า กับรูปถ่ายของอาหารในตอนค่ำอีกต่อไป แต่ยังเต็มไปด้วยข้อมูลที่มาจากฟีเจอร์อื่นที่ Facebook พัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง เช่น การเช็คอินตามสถานที่ การ Subscribe คนดัง หรือการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับ Facebook ซึ่งถ้าข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเสนอและสื่อถึงตัวตนของผู้ใช้งานได้แล้ว ผู้ใช้ส่วนใหญ่ก็คงรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้ฟังก์ชั่นพวกนี้ต่อไป อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมนักพัฒนาด้วยการเพิ่มโอกาสในการค้นหาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ผ่าน Timeline ของเพื่อนได้อีกทางหนึ่ง
นึกย้อนไปสมัยอินเตอร์เน็ตเพิ่งเป็นที่นิยมได้ไม่นาน และทุกคนต่างมีเว็บไซต์ส่วนตัวที่เป็นเหมือนตัวแทนของเราในโลกดิจิทัล เมื่อหันกลับมามอง Timeline ของ Facebook ในวันนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกันมากนัก โดยเป็นผลพลอยได้มาจากการที่เราสามารถเปิดโปรไฟล์บางส่วนแบบ Public หรือให้ใครเห็นก็ได้และข้อมูลส่วนตัวที่เราใส่เข้าไปเองหรือเกิดจากการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งต่อไป Facebook อาจจะพยายามให้เราใช้หน้า Timeline นี้เป็นตัวแทนของเราในโลกอินเตอร์เน็ตไปเลยก็ได้ เพราะมีข้อมูลทุกอย่างครบถ้วนแล้ว
ต้องดูต่อไปว่าทีมงานของ Gowalla ที่เพิ่งถูก Facebook ซื้อกิจการเข้ามาเพราะความสามารถในการเล่าเรื่องผ่านข้อมูลของสถานที่นั้นจะมีของดีอะไรมาทำให้ Timeline ดูน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก
Continue reading »
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ก็เพราะวิสัยทัศน์ของ Mark Zuckerberg ที่ต้องการให้ Facebook เป็นมากกว่าแค่เว็บ Social Network แต่ยังเป็น Platform ที่ผู้พัฒนารายอื่นสามารถมาสร้างอะไรต่อมิอะไรต่อยอดได้อีกมากมาย โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการใช้ Facebook Platform ที่ชัดเจนที่สุดก็คงจะไม่พ้นบริษัท Social Gaming อย่าง Zynga นั่นเอง ซึ่งความสำเร็จนี้นอกจากจะเป็นของผู้พัฒนาเองแล้ว ฝั่ง Facebook ก็ได้ประโยชน์ไปไม่แพ้กัน ทั้งในแง่ส่วนแบ่งของรายได้ และการใช้เวลาอยู่บน Facebook ที่นานยิ่งขึ้น
จากความสำเร็จของ Platform ทำให้ Facebook พยายามเพิ่มความสามารถของ Platform ให้มากยิ่งขึ้นโดยการนำเสนอสิ่งใหม่อย่าง Social Plugins หรือ Graph API ในหลายปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือการ “ขยาย” ขอบเขตของตัว Platform ออกไปยัง Mobile Platform (อุปกรณ์พกพา) ผ่านการเปิดตัวแอพพลิเคชั่น Facebook เวอร์ชั่นใหม่สำหรับ iOS, Mobile Web และ Android
Continue reading »
Categories










